เราคือเรา.. กันและกัน

คนแปลกหน้า คนรู้จัก คนสนิท คนที่ผูกพัน

ความสัมพันธ์​แบบไหนกันนะ เราสองคน…

 

ช่วงเวลาต่างๆที่ผ่านมา บางทีมันก็ดูไร้ค่า แต่บางครั้งมันก็แสนวิเศษ ผมไม่เคยคิดว่าในวันนึง คนที่ไม่รู้จักกัน จะมีความจำเป็นต้องรู้จัก เพราะสิ่งแวดล้อม กิจกรรม งาน และคำว่าสถาบัน

รุ่นพี่รุ่นน้อง สำหรับผม ถ้าไม่ได้สนิทคงพูดมันได้ไม่เต็มปาก กับเฮดว้ากที่เป็นศูนย์กลางคนนั้นถือได้ว่าเป็นคนดังประจำคณะเรา แต่เพราะแบบนั้น เขาก็ไม่มีความจำเป็นต้องจำรุ่นน้องทุกคน

‘น้อง พี่บอกไปแล้ว ว่าแต่งตัวให้มันเรียบร้อย’​

คำพูดเจ้าระเบียบของพี่ว้ากคนหนึ่ง สำหรับผมมันไร้เหตุผล.. ผมทำงานส่วนรวมของคณะที่ต้องใช้แรง ผมไม่ได้ทำผิดระเบียบเพราะอยากทำ เพราะความไร้เหตุผลนั้น ผมเลือกที่จะปฏิเสธ..

‘พี่สิงโตครับ ขออนุญาตครับ ผมจะคัดว้ากขอคำแนะนำหน่อยได้ไหมครับ’

ครั้งแรกที่ได้พูดกัน… มันดีกว่าที่ผมคิด คำแนะนำที่จริงใจ คอยบอก คอยสอนผมแค่เพียงหนึ่งชั่วโมง ก็ทำให้ใจผมสงบ และผ่านพ้นการคัดว้ากนี้ไปได้ มันทำให้ผมเกิดความประทับใจเล็กๆ

‘เฮ้ย! พี่สิงโต’​

‘​อ้าว… ‘

ความบังเอิญที่เกิดขึ้น ทำให้ผมนึกถึงที่ไรก็อดขำไม่ได้ทุกที รุ่นพี่ที่คณะ รุ่นพี่ที่คุยกันไม่กี่ครั้ง รุ่นพี่ที่ดูจะโลกส่วนตัวสูงมาก กำลังมาแคสติ้งซีรีย์ชายรักชายในตอนนี้

‘คริสจำผมครั้งแรกได้ตอนเป็นพี่ว้าก แต่ผมมีแรกกว่านั้น’​

‘มีแรกกว่านั้นอีกเหรอ? ‘

‘​ตอนคุณอยู่ปีหนึ่ง คุณตีกลองให้ลีดคณะ แล้วผมก็เป็นลีด แต่ตอนนั้นผมไว้ผมยาว’​

เรื่องเล่าของรุ่นพี่ ทำให้ผมอึ้ง เพราะผมไม่มีเขาในระบบความจำจนเมื่อเขาขึ้นปีสามและเป็นเฮดว้าก แต่เขากลับจำผมได้ตั้งแต่ผมอยู่ปีหนึ่ง

‘​คริสดูเป็นเด็กที่พยศ แต่พอได้รู้ว่าเพราะอะไร ก็ทำให้เข้าใจว่าเขาก็เป็นคนมีเหตุผล’

‘​ผมรู้อยู่ก่อนแล้ว ว่าน้องจะมาแคสเรื่องนี้’​

ผมไม่เคยรู้ตัวเลย ว่าตัวเองอยู่ในสายตาของรุ่นพี่คนนั้นมาตลอด ถึงตอนแรกเขาอาจจะมองผมเพราะว่าผมเกเร ร้าย เลยต้องจับตาดูความประพฤติก็ตาม

 

“พี่สิง เรามาถึงจุดนี้ได้ยังไงนะ ผมยังคิดอยู่ตลอดเลยว่าเราสองคนไม่น่าจะมีวันมาเจอกันแบบนี้”  คนตัวนิ่มที่กำลังพิงอกผม พร้อมกับจับมือผมเล่นไปมา พูดด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล​

“นั่นสิ ทั้งดื้อ ทั้งร้าย ก๋ากั่น โวยวาย แถมตาขวางใส่พี่ว้ากอีกต่างหาก”

“ก็…”

“​ก็อะไร”

“ก็ตอนนั้นพวกพี่ไม่มีเหตุผลกับผมอ่ะ”

“อาจจะจริง ที่พี่ว้ากทำบางทีมันก็ขัดกับเหตุผล​น้องๆ แต่ก็หวังดีนะ คริสน่าจะเข้าใจ เราก็พี่ว้ากนี่.. ส่วนเรื่องของเรา บางที ถ้าไม่ได้ผ่านแคสรอบนั้นด้วยกัน เราอาจเป็นแค่รุ่นพี่รุ่นน้อง”

” ไม่ก็แค่คนรู้จัก… เพราะผมคงไม่เข้าหาพี่อีกครั้งแน่ๆ” คนตัวนิ่มหันมาทำหน้ายู่ใส่ผม ทั้งน่ารัก และน่าหมั่นไส้ในเวลาเดียวกัน มันเลยอดไม่ได้ ที่จะยื่นหน้าเข้าไปใกล้แบะงับจมูกที่ดึงดูดสายตานั้นเบาๆ

” พี่สิง… ”

” พี่ก็ไม่เข้าใจนะว่าเด็กดื้อๆแบบนี้ทำไมเข้ามาอยู่ในความทรงจำพี่ตั้งแต่วันแรกที่เจอได้ ทั้งพูดมาก โวยวาย แสนงอน ขัดกับพี่ทุกอย่าง แต่กลับทำให้พี่มีความสุขทุกครั้งที่ได้เจอ”

“ขนลุกเลยเนี่ย..”

“… กำลังซึ้งมะ”

“ผมรักพี่”

คำบอกรักของน้องพร้อมการจ้องตาที่มุ่งมั่น ผมเลยอดไม่ได้ที่จะกดจูบเบาๆที่ริมฝีปากนุ่มๆนั้น

ถ้าเราสองคนไม่ตัดสินใจตรงกันในวันนั้น เราอาจจะไม่ได้พบเจอกันอีกเลยก็ได้

ไม่ว่าจะด้วยความบังเอิญ พรหมลิขิต หรือความตั้งใจใดๆก็ตาม ที่ทำให้เราได้เจอกัน ผ่านทั้งเรื่องน่ายินดี และเรื่องให้เสียน้ำตามาด้วยกันมากมาย ได้เรียนรู้ ได้เปิดใจ ได้ยอมรับความต่างของกันและกัน จนในวันนี้เราได้มีกันและกัน

ไม่ว่าจะสถานะไหน จะเปิดเผยหรือปิดไว้ เราก็ยังคงเป็นคริส และสิงโต และจะเป็นเช่นนั้นตลอดไป

Advertisements

Short Fic : Thor x Loki Beside

ข้าไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไหร่ ที่ในหัวของข้ามีแต่เรื่องของอนุชา อาจจะตั้งแต่ที่จำความได้ หรือตอนที่เราเริ่มทะเลาะกันรุนแรง

แต่ถึงอย่างนั้นข้าก็บอกไม่ได้ว่าข้ารักหรือชังเขากันแน่ ทุกครั้งที่โลกิทำเรื่องเลวร้าย เหลวไหล หรือหักหลังข้า ข้าก็พร้อมจะให้อภัย นั่นแสดงว่าข้ารักเขา แต่ลึกๆข้าแสนจะเจ็บปวด บางทีถ้าข้าหนักแน่นพอที่จะตัดใจ หรือลงโทษอย่างจริงจังคงจะดีกว่า
ที่จริงแล้วข้าคิดว่าข้าคงทำไม่ได้ ข้าไม่ปรารถนาที่จะเห็นโลกิเจ็บปวด หรือหายไป ข้ายังจำความรู้สึกในวันที่เห็นเขา(แกล้ง)ตายได้ดี มันสุดแสนจะทรมาน ในเมื่อตัดเจ้าตัวยุ่งนี้ไม่ได้ข้าควรทำอย่างไร? ข้าควรปราบพยศเขาสินะ ข้าคิดว่าข้าเองก็ควรเติบโตขึ้นและเป็นพี่ชายที่เพอร์เฟกต์ได้แล้วล่ะ

“ธอร์ ข้าคิดว่าเจ้าควร…รักษาแผล” หลังจากที่ประกาศรว่าธอร์คือราชาแอสการ์ด และเลือกโลกเป็นฐานที่มั่นต่อไปของแอสการ์เดียนนแล้ว โลกิก็เดินเข้ามาในห้องของพี่ชาย โดยที่เขาก็ไม่รู้เหมือนกันว่ามาทำไม แล้วเพราะอะไรถึงพูดไปแบบนั้น

“เจ้าจะทำให้ข้า? ข้าควรเตรียมตัวอะไรมั้ย”

“ไม่รู้สิ หากท่านพี่ไม่วางใจ ข้าก็ไม่ว่าอะไร หรือจะให้ข้าไปเรียกนักรบสาวนั่นมา หรือว่าจะเป็นเจ้ายักษ์เขียวดี” โลกิพูดด้วยท่าทางไม่แยแส พร้อมหันหลังเตรียมออกจากห้อง แต่ก็ช้ากว่าพี่ชาย
มือหนาขว้าไหลของโลกิไว้และจับให้เจ้าตัวหมุนมาเผชิญหน้า

“เจ้าก็เป็นซะแบบนี้ ประชดข้าเก่งจังนะ”

“ข้าไม่ได้ประชด ข้าเพียงพูดความจริง หรือว่าท่านต้องการหญิงอื่น?”

“โลกิ…เจ้านี่มัน ก็ได้ ข้าต้องการเจ้า แบบว่า..รักษาตาข้า เวทมนตร์ของเจ้ามันสุดเจ๋ง ข้าชื่นชมมัน”

“ถ้าท่านพี่พูดมาขนาดนี้ น้องก็ไม่ปฏิเสธ”

ร่างที่บางกว่าของอนุชาขยับเข้าไปใกล้มากขึ้น พร้อมกับดึงsผ้าปิดตาออก บาดแผลนั้นช่างน่ากลัว ถึงเลือดจะหยุดไหลแล้ว แต่อาการบวมช้ำยังมีอยู่มาก

“อา…ข้าคิดว่าท่านอาจติดเชื้อในสมองได้นะท่านพี่ พักนี้ท่านเพี้ยนๆไปรึเปล่า”

“ก็ไม่..แต่ก็อาจจะ”

ถึงปากจะยังพูดเหน็บแนมไม่หยุด แต่ไอเย็นของเวทย์รักษาและไออุ่นของคนตรงหน้า ก็ทำให้ธอร์อารมณ์ดีเกินกว่าจะหงุดหงิดขัดใจ แถมยังหยอกล้อกลับด้วยการโอบเอวบางให้แนบชิดยิ่งขึ้น

“เฮ้ ข้าคิดว่ามือของท่านจะอาการไม่ดีนะ มันอยู่ผิดที่ผิดทางรึเปล่า” ถึงจะทำพูดจาเหมือนไม่สนใจ แต่ท่าทางประหม่าในเสี่ยววินาทีนั้นไม่มีทางรอดพ้นสายตาของธอร์ในระยะประชิดแบบนี้ได้

ความรู้สึกชอบใจนั้นทำให้มืออีกข้างโอบแผนหลังของโลกิไว้ทำให้ถอยหนีไม่ได้ ดวงตาสีมรกตสวยเบิกกว้างกับการกระทำแบบปุบปับของพี่ชาย มือเรียวดันไหล่และแผ่นอกอีกฝ่ายไว้พยายามตั้งสติ

“ธอร์ ท่านเพี้ยนไปแน่ๆ ไอ้ท่าแบบนี้มัน ข้าว่ามันดูไม่ดีนะ” ถึงจะพยายามยิ้มสู้ อ้างเหตุผล แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า หัวใจของเขากำลังเต้นอย่างรุนแรง และร้อนวูบที่ใบหน้า

“โลกิ ข้ามีเรื่องอยากจะคุยกับเจ้า ข้าว่านี่เป็นโอกาส พวกเราไม่ได้อยู่ตามลำพัง และในสถานการณ์ผ่อนคลายแบบนี้มานานมากแล้วนะ” มือหนาโอบกระชับแน่นขึ้น ปลายจมูกห่างกันเพียงนิด

“นะ..นั่นสินะ แต่ข้าว่า เราควรคุยกันดีๆ นั่งจิบชา ที่โต๊ะ จะได้คุยปรับทุกข์กันนานๆ ยืนคุยท่านี้ก็ดูลำบากนะท่านว่ามั้ย”

“แต่ข้าว่าไม่ น้องข้าดูเจ้าสิ หน้าแดงๆนะ หรือเจ้าเป็นไข้เลยยืนไม่ไหวกัน หืม?” หน้าผากร่างสูงแตะลงมาเบาๆ ถึงโลกิอยากจะหลบตาแต่ก็ไม่ทัน ทำได้เพียงนิ่งค้างไว้อย่างนั้น

ทำไมครั้งนี้ธอร์ดูแปลกไป ทำไมเขาปฏิเสธการ
กระทำเหล่านี้ไม่ได้ อา ใช่สินะ เพราะนี่เป็นสิ่งที่เขาปรารถนาลึกๆในใจ ปรารถนาที่จะอยู่ในสายตาใครสักคน ปรารถนาความอบอุ่น และความอ่อนโยน

“โลกิ เจ้ารู้มั้ยว่าเจ้าเป็นคนเดียวที่วุ่นวายกับชีวิตข้ามากที่สุด”

“ท่าน…” ริมฝีปากบางถูกหยุดคำถามด้วยนิ้วใหญ่ที่ทาบทับลงมาพร้อมเสียง ชู่ว์

“ทั้งเรื่องดี เรื่องร้าย ทั้งวัยเยาว์ หรือวัยรุ่น ตอนที่ข้าทบทวน ไม่มีช่วงเวลาไหนเลยที่ไม่มีเจ้าในสมองข้า ตอนที่เจ้าแกล้งตายเจ้าคงรู้ว่าข้าเสียใจขนาดไหน ข้าโทษตัวเองที่ปกป้องเจ้าไว้ไม่ได้ ข้านึกอยากย้อนเวลากลับไปแก้ไขทุกครั้ง ทั้งเรื่องที่เราทะเลาะกัน หรือเรื่องที่ทำให้เจ้าขุ่นเคืองใจ ถ้าข้ารู้แต่แรกข้าคงแก้ไขมัน และนั่นอาจจะทำให้เราสนิทกันมากกว่านี้

“นี่ก็สนิทนะ ท่านเล่นกอดข้าแน่นแล้วก็ลูบไล้ข้าซะขนาดนี้ ข้า…ก็ไม่ได้โง่ถึงขนาดที่ไม่เข้าใจที่ท่านจะสื่อหรอกนะ” นัยน์ตาสวยเสไปมองด้านข้างด้วยท่าทางที่ดูเขินอายเล็กน้อย

“สมเป็นเจ้า หัวไว้ใช้ได้”

“ท่านต่างหากที่หัวช้า”

“นั่นสินะ ข้าก็เพิ่งจะเข้าใจว่าที่ผ่านมา เจ้างอแง ก็เพราะหึงหวง และเรียกร้องความสนใจจากข้าสินะ ถึงจะเล่นซะยิ่งใหญ่ไปหน่อยก็เถอะ”

“ไม่…ก็ส่วนนึง”

“งั้นอีกส่วนล่ะ”

“เป็นเพราะข้าเกลียดท่านล้วนๆ”

“เจ้านี่ปากคอเราะร้าย รู้มั้ยมันทำพี่ปวดใจ แล้วตอนนี้เจ้ายังเกลียดข้าอยู่หรือไม่”

“…พูดยาก ข้าว่าข้ากลับดีกว่า ท่านทำให้ข้ารู้สึกไม่ดี”

“ไม่ดี? ยังไง?”

วงแขนแข็งแกร่งกระชับอ้อมกอดแน่นขึ้นพร้อมกระซิบถามใกล้หูนิ่ม ลมร้อน และความรู้สึกตื่นเต้นทำให้โลกิห่อไหล่และเบียงหน้าหนี แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่ารู้สึกดีภายในอ้อมกอดนี้

“ท่านพี่…”

ริมฝีปากบางถูกหยุดอีกครั้งด้วยจุมพิตอ่อนโยนเนิ่นนาน ไม่ได้มีการล่วงล้ำแต่อย่างใด

“โลกิ ข้าไม่รู้ว่ามันสมควรแล้วหรือไม่แต่ถ้าเจ้า ยังไม่ปฏิเสธข้าให้ชัดเจน แบบว่า ถ้าเจ้าไม่ชอบใจก็ควรหยุดข้า ไม่งั้นคืนนี้…ข้าจะกอดเจ้า”

“พูดตามตรงเลยนะ ข้าไม่เคยหยุดท่านได้ไม่ว่าเรื่องอะไรก็ตาม มีแต่ท่านที่หยุดข้ามาตลอด และนี่คือความจริง ข้า…จะอยู่ตรงนี้ต่อไป”

รอยยิ้มที่ปรากฏนั้นไม่ใช่การเสแสร้ง ในเวลานี้ไม่มีคำลวง พวกเขาผ่านช่วงเวลาสุขทุกข์ร่วมกันมามากมาย ไม่พยายามค้นหาความจริงใจของกันและกัน แต่ท้ายที่สุด เวลานี้ที่จะบอกความจริงทุกอย่าง เวลานี้ที่พวกเขาเหลือกันเพียงสองคนเท่านั้น

เสียงจูบแสนลามก และเสียงครางกระเส้าอย่างสุขสม บ่งบอกถึงบรรยากาศอันร้อนระอุภายในห้องของราชาแอสการ์ดได้เป็นอย่างดี

โลกิทำได้เพียงกอดพี่ชายต่างสายเลือดไว้แน่น เล็บคมจิกแผ่นหลังกว้างเพื่อระบายความเสียวซ่าน
จังหวะรักจากสะโพกแกร่งบดเบียดลงมาอย่างถี่รัว ด้วยเรียวแรงทั้งหมด ถึงอย่างนั้นก็กอดรัดอย่างทะนุถนอม

“อ๊ะ.. ธอร์ ข้าจะ”

“โลกิ ข้ารักเจ้า”

ช่วงสุดท้ายของอารมณ์ โลกิได้ถูกเติมเต็มด้วยความรักอันเปี่ยมล้นของธอร์ ทั้งคู่กอดก่ายและมอบจูบแสนหวานให้กันอย่างโหยหา และเป็นร่างบางที่เข้าสู่ห้วงนิทราไปก่อนด้วยความอ่อนเพลีย
ธอร์เกลี่ยเส้นผมสีดำสนิทอย่างรักใคร่ พลางมองใบหน้าไร้พิษภัยตอนหลับของน้องชาย

“ข้าพร้อมปกป้องเจ้าเสมอ โลกิ ขอเพียงเจ้าอยู่กับข้าตลอดไป ราชินีข้า”

จุมพิตหน้าผากชื้นเหงือ พร้อมโอบกอดเข้ามาแนบกายและหลับตาลงด้วยหัวใจที่เป็นสุข

ที่ผ่านมาไม่ว่าจะมีเรื่องดีเรื่องร้ายยังไง คนที่คอยชื่นชมข้า หยุดข้า ให้อภัยข้าก็มีเพียงแต่ท่าน
ธอร์…เจ้าพี่โง่ ข้าเองก็รักท่านมาตลอดเช่นกัน

……………………………..

จบ~~
สูดกาวก่อนแต่งหนักมาก! 555555
หลังจากดูตัวอย่างอินฟินิตี้ ก็กรี๊สไปหลายตลบเหมือนกัน ม่ายยยยยย กิ น้องจะต้องไม่เป็นอะไร 55
จะไม่เดาเยอะ รอดูดีกว่า อีก5เดือน !

Short Fic YutoYama HBD.0509

วันเกิด..

เดือน5..เป็นเดือนพิเศษสำหรับผม มันเป็นเดือนที่มีวันสำคัญ ของคนสำคัญอยู่

วันที่9

ผมอยากจะมอบของขวัญสุดพิเศษ ที่ผมตั้งใจ และตัดสินใจเลือกมันมาแล้ว เพื่อคนคนนั้น…

ในเวลาเที่ยงคืน เสียงแจ้งเตือนของเมล์ และไลน์ ดังขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง มือเล็กเปิดหน้าจอมือถือกดอ่านข้อความเหล่านั้นด้วยรอยยิ้ม ในระหว่างที่นั่งอยู่ในรถของคุณผู้จัดการ เพื่อรอกลับบ้าน

“สุขสันต์วันเกิดนะยามาดะคุง” ผู้จัดการเปิดประตูรถเข้ามา พร้อมเค้กกล่องเล็ก ที่ผูกโบว์ไว้อย่างน่ารัก บนหน้าเค้ก ตกแต่งด้วยสตรอว์เบอร์รี่ที่เขาชอบ และเขียนคำอวยพรเล็กๆน้อยๆไว้บนนั้น

“ขอบคุณมากเลยครับ” ยามาดะรับของขวัญมาด้วยรอยยิ้ม

ในระหว่างกลับบ้าน เขาก็ได้นั่งอ่านและตอบข้อความอวยพรวันเกิดของคนรู้จักที่ทะยอยส่งมาให้เขาจาก หลายช่องทาง

แต่รอยยิ้มก็ค่อยๆเจือนลงไป เพราะในบรรดาข้อความเหล่านั้น กลับไม่มีของคนที่เขารอคอย

..ลืมงั้นเหรอ..

..ไม่สิ อาจกำลังยุ่งอยู่ก็ได้..

ยามาดะเก็บมือถือใส่กระเป๋า มือเล็กถือกล่องเค้กไว้หลวมๆ ความรู้สึกเหงา น้อยใจ และความพยายามที่จะเข้าใจ ก่อตัวขึ้นและปะปนกันอยู่ในหัว

ยูโตะก็เป็นแบบนี้บ่อยๆไม่ใช่เหรอ…ถึงพวกเราจะรู้ใจตัวเองและตกลงคบกันแล้ว แต่ความสัมพันธ์ต่างๆกลับไม่ได้เปลี่ยนแปลงไป แม้จะติดต่อกับบ่อยขึ้น คุยกันบ่อยขึ้น แต่ก็ไม่ได้หวาน หรือแสดงความรักออกมาจนทำให้รู้สึกเขินอายได้ พวกเราก็ยังคงเป็น ยูโตะยามะแห่งวงHey! Say! JUMP ที่ยุ่งอยู่กับงาน ทั้งของวง และของตัวเอง

มีเวลาว่างที่ไม่ตรงกัน การเจอหน้ากันแต่ละครั้งส่วนใหญ่จะเป็นการอัดรายการและถ่ายนิตยสารของวง จากนั้นก็แยกย้าย … ถึงจะดีใจที่อย่างน้อยก็ได้เจอกัน แต่นั่นก็เป็นการเจอเพราะเรื่องงาน พวกเราได้คุยกันไม่มาก และแสดงออกไม่ได้ ถึงเมมเบอร์จะรู้เรื่องที่เราคบกัน แต่ว่าจะให้เราแสดงความรักต่อหน้าทุกคนก็ดูจะไม่เหมาะสม ที่พอจะทำได้ คือทำทุกอย่างให้เหมือนเดิม เหมือนที่เราเคยเป็นเพื่อนกัน …

 

ยามาดะลงจากรถ แล้วโค้งขอบคุณผู้จัดการ ร่างเล็กเดินเข้าตัวตึกไปด้วยความอ่อนเพลีย แต่เมื่อถึงหน้าประตูห้อง กลับเห็นกระดาษแผ่นหนึ่งติดไว้อยู่ เมื่อหยิบมาอ่านดูรอยยิ้มเขินๆก็ปรากฏบนริมฝีปากสวย

( สุขสันต์วันเกิดนะ โตขึ้นอีกปีแล้วน้า~^^ ฉันหวังว่ายามะจังจะมีความสุขเพิ่มขึ้น ฉันอยากให้ยามะจังดูแลสุขภาพมากๆ

เป็นห่วงมากรู้มั้ยครับ )

แม้จะไม่ได้ลงชื่อ แต่เขาก็จำลายมือนี้ได้ ยามาดะไขประตูห้องเข้าไป และเปิดไฟ เขาเจอกระดาษแผ่นเล็กอีกแผ่นติดไว้ใกล้ๆสวิตช์ เรียวคิ้วขมวดเล็กน้อย

“เจ้าบ้านั่นเข้ามาเหรอเนี่ย” ถึงยามาดะจะให้กุญแจสำรองกับยูโตะไว้ แต่ก็ไม่เคยเลยที่ยูโตะจะเข้ามาเองโดยไม่ขออนุญาต มือเล็กเอื้อมหยิบมาอ่าน

(มีบางอย่างรออยู่ในตู้เย็น เปิดสิๆ)

ยามาดะยิ้มขำกับการเล่นแบบเด็กๆของยูโตะ ก่อนจะพาตัวเองมาหน้าตู้เย็นและเปิดมันออก ในนั้นไม่มีสิ่งที่บ่งบอกว่าเป็นของขวัญ นอกจากน้ำเปล่าขวดหนึ่ง ที่มีกระดาษติดอยู่

(กลับมาเหนื่อยๆกินน้ำให้ชื่นใจก่อนนะครับแล้วค่อยนั่งพักที่โซฟา)

“เล่นบ้าอะไรของนายเนี่ยเจ้าบ้า!”

ยามาดะทำตาม และเดินไปที่โซฟา แต่ที่นั่นไม่มีกระดาษ หรือข้อความ หรือของขวัญอะไรวางอยู่ หัวใจของยามาดะ รู้สึกโหวงแปลกๆ เขาอยากให้ยูโตะเล่นบ้าๆแบบนี้ต่อไปอีกหน่อย  แต่ก็ไม่มี … ร่างเล็กวางกล่องเค้กของผู้จัดการไว้บนโต๊ะ ก่อนทิ้งตัวนั่ง ถอนหายใจเฮือกใหญ่ และหลับตาเพื่อขจัดความคิดฟุ้งซ่านออกจากหัว

แต่จู่ๆก็มีมือใหญ่ของใครคนหนึ่งมาปิดตาเขาไว้

“เฮ้ย!ใครวะ!!”  ร่างเล็กตกใจและพยายามจะดิ้นหนี้

“ใจเย็นๆสิยามะ” เสียงทุ้มนุ่มกระซิบข้างหู ร่างเล็กหยุดดิ้นในทันที พร้อมกับมือปริศนาที่คลายออก

“ยูโตะ!!! นาย..นายอยู่ในนี้ได้ยังไง!”  ร่างเล็กผุดลุกขึ้นพร้อมชี้หน้าถามยูโตะด้วยความตกใจ

“นี่นอนน้อยจนเพี้ยนรึไงกัน ก็ฉันมีกุญแจไง ไม่งั้นจะเข้ามาเขียนกระดาษแปะได้ยังไงเล่า ให้ไว้เองแท้ๆ”

“ไม่!..ฉันหมายถึงทำไมนายยังอยู่ที่นี่ต่างหาก!”

“ก็ยังไม่ได้ให้ของขวัญกับยามะจังเลยไง”

เพราะมีโซฟากั้นกลาง ระยะห่างของทั้งสองจึงมีอยู่มาก ยูโตะปีนข้ามโซฟาตัวใหญ่ไปยืนตรงหน้าร่างเล็กพร้อมรอยยิ้มสดใส

“ไหนล่ะ” ยามาดะดูซ้ายดูขวา ก็ยังไม่เจอสิ่งที่น่าจะเป็นของขวัญจากยูโตะ

คนตัวสูงฉีกยิ้มมากกว่าเก่า จากนั้นล้วงมือเข้าไปที่กระเป๋ากางเกงก่อนหยิบบางอย่างออกมา หัวใจดวงเล็กเต้นถี่รัว.. ก่อนจะมองบน เมื่อเห็นคนตัวสูงหยิบกิ๊บริบบิ้นโบว์สีแดงสดขึ้นมาติดผม ดูฟรุ้งฟริ้งชอบกล

“ทำอะไรของนาย…”

“ก็ของขวัญไง”

“กิ๊บเหรอ?”

“ไม่ใช่สิ…ฉันต่างหาก”

ร่างสูงเอื้อมจับมือเล็กมากุมไว้ทั้งสองข้างเบาๆ พร้อมกับระยะห่างที่ลดลง

“สุขสันต์วันเกิดนะยามะจัง ปีนี้ฉันขอมอบของขวัญชิ้นนี้ให้นะ ฉันรับรองเลยว่ามันมีประโยชน์มากกว่าที่คิด! โอ๊ย!”

ยามาดะเตะไปที่ขายูโตะไม่แรงมากนัก

“เจ้าบ้ากำลังจะซึ้งนะ!”

“ครับๆ คือจะบอกว่า …ฉันรักยามะจังนะ  ฉันอยากเป็นของขวัญในชีวิตของยามะจังนะ อยากทำให้ยามะจังยิ้ม หัวเราะ มีความสุข และคอยดูแลยามะจังได้  นายจะรับฉันเป็นของขวัญได้มั้ย…”

..เจ้าบ้าๆๆ ประโยคอะไรแบบนี้เหมือนขอแต่งงานเลยนะ..

ใบหน้าสวย เห่อร้อนขึ้นมาจนไม่สามารถที่จะทนสบตาร่างสูงได้อีกต่อไป ยามาดะหยุกหยิกตัวไปมา พร้อมกัดริมฝีปากล่างน้อยๆด้วยความเคยชินเวลาทำตัวไม่ถูก

“คำตอบล่ะ หืม..”  ร่างสูงก้มหน้าลงมาเพื่อจะได้สบตาร่างเล็กใกล้ๆ

“อะ..อะไรเล่า! คือ ..คือ …” ปลายเสียงนั้นเบาจนไม่ได้ยิน

“อะไรนะ ไม่ได้ยินเลย” ถึงยูโตะจะรู้คำตอบดี แต่ขอแกล้งสักหน่อยแล้วกัน ถ้าจะน่ารักขนาดนี้นะ

“..ก็ได้” ตอบไปด้วยเสียงกระซิบ

“ห๊ะ ขออีกทีซิ”

“เออ!!! รับก็รับเว้ย!เจ้าบ้า!!” ร่างเล็กตะโกนใส่หูคนขี้แกล้ง พร้อมทำแก้มป่องด้วยความหมั่นไส้

“โอ๊ยย โอเคๆ .. ขอบคุณนะเรียวสุเกะ

“อะ..อื้ม ขอบคุณเหมือนกันนะ”

“กอดได้มั้ย..”

“ได้..ได้อยู่แล้ว”  ร่างสูงดึงคนตัวเล็กกว่าเข้ามาไว้ในอ้อมกอดเบาๆ และค่อยๆกระชับให้แน่นขึ้นอย่างทะนุถนอม จมูกโด่งสูดกลิ่มหอมจากเส้นผมนุ่มอย่างรักใคร่ ใบหน้าสวยซบกับอกกว้างจนได้ยินเสียงหัวใจที่เต้นแรง

..ของใครกันนะ..

ยูโตะค่อยๆคลายอ้อมกอดออก มือใหญ่เลื่อนมากุมหัวไหล่มน ทำให้ทั้งสองสบตากันในระยะที่ใกล้ชิด

นิ้วหัวแม่มือขวาค่อยๆลูบไล้ริมฝีปากล่างสีสดนั้นอย่างเบามือ

“จูบได้มั้ย..” ความเขินอายเข้าจู่โจมยามาดะอย่างไม่ทันตั้งตัว มือเล็กจับเสื้อร่างสูงแน่น ใบหน้าร้อนวูบวาบและไม่กล้าสบสายตา ทำได้เพียงก้มหน้าหลบ ก่อนจะพยักหน้าเล็กน้อยเป็นการอนุญาต

ร่างสูงยิ้มด้วยความเอ็นดูกับปฏิกิริยาน่ารักแบบนี้ ปลายนิ้วเรียวเชยคางมนให้เงยขึ้นมาเพื่อสบตา ความวูบไหวในดวงตากลมโตนั้นสะท้อนถึงความตื่นเต้น ประหม่า และความกลัวเล็กๆแฝงอยู่

ใบหน้าคมค่อยๆโน้มเข้าไปหา จนริมฝีปากทั้งคู่สัมผัสกัน…

ยามาดะทั้งกลัว ทั้งตื่นเต้น และประหม่า ความนุ่มนิ่มที่สัมผัสเข้ามาเหมือนเวลาหยุดชะงัก มือเล็กกำชายเสื้อร่างสูงแน่นขึ้น ยามที่ริมฝีปากนั้นค่อยๆไล่งับริมฝีปากบนล่างเบาๆ เหมือนเรี่ยวแรงกำลังจะหายไป มือเล็กนั้นเปลี่ยนมาเป็นเกาะเกี่ยวที่ไหล่กว้างแทนเพื่อช่วยพยุงตัวเองไม่ให้ทรุด … มือหนาของยูโตะประคองท้ายทอยของยามาดะไว้ อีกข้างก็กระชับเอวคนตัวเล็กให้เข้ามาแนบชิดมากขึ้นจนแทบไม่เหลือช่องว่างใดๆ

ในยามที่รู้สึกเหมือนอากาศไม่พอ ยามาดะก็เผลอ อ้าปากน้อยๆเพื่อสูดอากาศเข้าไป แต่เป็นการเปิดโอกาสให้ยูโตะได้ลุกไล่มากขึ้น..

“อือ…อืมมม”

ความหวานที่เพิ่มขึ้นทำให้ยามาดะไร้เรี่ยวแรง ยูโตะค่อยๆประคองร่างเล็กนอนลงที่โซฟาตัวใหญ่ โดยที่ยังไม่ถอนจูบ มือหนาลูบไล้สีข้างให้ชวนจักจี้ แล้วค่อยๆสอดเข้าไปในเสื้อเพื่อสัมผัสผิวนุ่มเนียนเรียบที่ร้อนผ่าว ..

“อื้ม!…ยะ ยูโตะ อย่า” ยามาดะดึงสติตัวเองกลับมา พร้อมร้องห้ามยูโตะด้วยเสียงหอบกระเซ้า

“คือ .. ฉันยังไม่พร้อม แล้วก็กลัว แล้วก็..”

ยูโตะก้มจูบริมฝีปากสวยเบาๆ  เพื่อหยุดอาการลนลานนั้น

“เข้าใจแล้ว แต่ว่า..แค่ข้างนอกได้มั้ย ฉัน..ยามะจังที่เป็นแบบนี้ จะกลับตอนนี้คงไม่ได้แล้วล่ะ ..นะ ได้มั้ย”

“..สัญญาก่อนนะ”

“อื้ม! สัญญาเลย วันนี้วันเกิดยามะจังนี่นา”

 

ในเมื่อยูโตะรับปาก ร่างเล็กก็เป็นฝ่ายโน้มคอร่างสูงเข้ามาหา เพื่อรับจุมพิตดูดดื่มอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ร้อนแรง และวาบหวามกว่าเก่า ด้วยอารมณ์ที่ถูกจุดให้โชติช่วงขึ้น ทุกอย่างนั้นดำเนินต่อไปบนทางแสนหวาน ในแบบที่ควรจะเป็น …

 

“อรุณสวัสดิ์ เรียวสุเกะ”

“อืม..อรุณสวัสดิ์..”

มือหนาเกลี่ยปอยผมนิ่มไปทัดหูไว้ และลูบไล้แก้มเนียนเบาๆ คนตัวเล็กลืมตาขึ้นมาอย่างงัวเงีย แต่พอสบสายตานั้นเข้า ความเขินอายจากเรื่องเมื่อคืนก็พุ่งเข้ามาจนตาสว่าง

มือเล็กรีบดึงผ้าห่มขึ้นมาปิดหน้าไว้อย่างรวดเร็ว

“ฮ่า ฮ่า ฮ่า อะไรเนี่ย ไม่ต้องเขินไปหรอกน่า เมื่อคืนยังร้องบอกฉันอยู่เลย ยูโตะ..เอาอีก”

“ไอ้บ้า! หุบปากนะ! ไม่ได้พูดซะหน่อย!!”

ยามาดะเปิดผ้าห่มออก พร้อมส่งกำปั้นเตรียมทุบคนชอบล้อเลียนข้างๆ แต่ก็ถูกหยุดด้วยมือหนา ตามมาด้วยการถูกกดลงเตียงและการถูกคร่อมจากคนตัวสูงด้วยสภาพล่อแหลม เพราะทั้งคู่ไม่ได้ใส่อะไรเลย

ใบหน้ายามาดะแดงขึ้นอย่างควบคุมไม่ได้ แต่ก็มุ่งมั่นในการสบตาอีกฝ่ายอย่างไม่ยอมแพ้

“วันนี้เราไปเที่ยวกันนะ ยามะว่างใช่มั้ย”

“อะ..อื้ม ว่าง”

“งั้นก็…ไปอาบน้ำกันเถอะ!!”

ไม่ว่าเปล่า คนตัวสูงกระโดดลงเตียง กระชากผ้าห่มออก พร้อมอุ้มยามาดะที่โวยวายวิ่งเข้าห้องอาบน้ำไป

 

เป็นวันเกิดที่วุ่นวายมากจริงๆ แต่ก็มีความสุขมากเช่นกัน

ผมได้รับของขวัญแสนวิเศษ ที่ให้สัญญาได้ว่าจะดูแลผมไปตลอด…

แต่ผมก็จะดูแลรักษาของขวัญชิ้นนี้อย่างดีที่สุด ด้วยเหมือนกัน เพื่อที่จะได้อยู่ข้างๆกันตลอดไป

_________________________________________

แฮ่! ในที่สุดก็แต่งจนได้

เนื่องตอนแต่งนั้นใกล้วันเกิดยามะจัง เราก็เกิดมโนเห็นภาพขึ้นมาล่ะ คือเขียนตอนเที่ยงคืน เสร็จอีกทีตี2 ตาค้างนอนไม่หลับยันตี4

5555

ไงก็ฝากไว้ด้วยนะ ติชมได้เลยจ้า